แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถานที่ท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถานที่ท่องเที่ยว แสดงบทความทั้งหมด

3 มกราคม 2555

เค้าท์ดาวน์ปีใหม่ ดูไฟใจกลางกรุงเทพ @ พารากอน, CentralWorld

 รีวิวเที่ยวไทย สวัสดีทุกๆคนอีกครั้งค่ะ
ช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา ได้ไปเที่ยวปีใหม่ที่ไหนกันบ้างไหมคะ ครั้งนี้รีวิวเที่ยวไทย ขอไม่พาไปไหนไกล จะพาทุกท่านไปย้อนบรรยากาศเค้าท์ดาวน์ และพาดูไฟปีใหม่ในกรุงเทพกันค่ะ แต่ก่อนอื่น ต้องขอกล่าวว่า

"HAPPY NEW YEAR 2012 - สวัสดีปีใหม่ 2555"

ขอให้ชาว teawthaireview.blogspot.com ทุกท่าน มีความสุขกันมากๆ สุขภาพแข็งแรง เงินทองไหลมาเทมาตลอดปีกันทุกคนนะคะ


ณ สยาม พารากอน

พาเที่ยวดูไฟปีใหม่ ใจกลางกรุงเทพ @ Siam Paragon, CentralWorld, และราชประสงค์

เริ่มต้นกันที่สยามพารากอนก่อนค่ะ เพราะลงจากรถไฟฟ้า BTS มาก็ถึงเลย ที่เห็นชัดก่อนใครอื่นก็คือเจ้าต้นคริสต์มาสประดับไฟทั้งต้นหน้าห้างสยามพารากอนนี่ล่ะค่ะ ต้นใหญ่เห็นได้ชัด แถมเปลี่ยนสีได้หลายสีด้วยค่ะ รอบๆก็ตกแต่งออกแนวหรูหรา มีม้าลายหมากรุก ราชินีชุดแดง ดูแล้วให้อารมณ์คล้ายการ์ตูนเรื่อง อลิซ ในดินแดนมหัศจรรย์ ตกแต่งเอาไว้ให้เป็นจุดถ่ายรูป อยู่ตรงใกล้ทางออกจาก BTS เลยค่ะ

ส่วนบันไดยาวที่ทอดลงตามความยาวของหน้าห้าง ก็ประดับเป็นซุ้มไฟ คล้ายๆปีก่อนๆ แต่เราว่าปีนี้ดูมีรายละเอียด สวยงามกว่าปีที่แล้วนะคะ

ภายในห้างก็มีเจ้าม้าลายหมากรุกไว้ให้ถ่ายรูปด้วยอีกหลายมุมเลยค่ะ (เราเห็นเจ้าม้าหมากรุกนี้ถูกแต่งไว้ในพารากอนหลายตัว จนแรกๆเผลอคิดไปว่า ปี 2555 นี้เป็นปีมะแมหรือเปล่านะ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่นะคะ ปี 2555 นี้ตามปีนักษัตรแล้วเป็นปีมะโรง งูใหญ่ค่ะ)

ถ่ายรูปที่สยามพารากอนกันไปหลายมุมแล้ว เราก็ออกเดินตามเส้นทางจาก BTS สยาม ไป CentralWorld กันค่ะ ตามมาเลยค่ะ

Central World เป็นที่ที่มีการประดับไฟรับเทศกาลคริสต์มาส-ปีใหม่ต่อเนื่องกันมาทุกปี และถือเป็นที่ที่จัดงานเค้าท์ดาวน์ประจำ มีคนไปร่วมเค้าท์ดาวน์ที่นี่เยอะมากๆทุกปีค่ะ ปีนี้ก็เยอะเหมือนเคย ถ้าอยากไปร่วมนับถอยหลังปีใหม่ที่นี่ ถือว่าไม่ผิดที่แน่ค่ะ

แต่ถ้าอยากถ่ายรูปกับไฟประดับทั้งหลายของเซ็นทรัลเวิร์ลด์แล้วล่ะก็ แนะนำให้ไปก่อนวันเค้าท์ดาวน์นะคะ เพราะคนจะน้อยกว่า เลือกมุมถ่ายรูปได้ตามใจชอบค่ะ ที่แนะนำอย่างนี้ก็เพราะว่าทุกๆปี ที่ไปดูไฟปีใหม่ที่ CentralWorld ก็จะพบว่า มีมุมที่เราอยากถ่ายรูปด้วยหลายมุมมากๆเลยค่ะ ถ้าไปวันที่คนเยอะๆ ก็อาจจะต้องรอคิวเพื่อถ่ายรูปแต่ละจุดค่ะ

สำหรับปีนี้ จุดเด่นของการตกแต่งประดับไฟที่ CentralWorld คือ บรรดาตุ๊กตาหมีทั้งหลายค่ะ มีทั้งตุ๊กตาหมียักษ์ใหญ่ใต้ต้นคริสต์มาส ลูกโป่งหมีน้อยหลายประเทศ แท่งทรงสี่เหลี่ยมรูปน้องหมีแต่งชุดประจำชาติ หมีนักวิทยาศาสตร์ ตุ๊กตาหมี Snowman และอื่นๆที่ประดับตกแต่งไว้ ทั้งในและนอกห้าง (ดูตามภาพได้เลยค่ะ) ใครที่ชอบตุ๊กตาหมี ไป Central World ปีนี้นี่ถูกใจแน่ๆค่ะ

เดินดูไฟปีใหม่ไป ดูตุ๊กตาหมีไปเพลินๆ มองนาฬิกา แป๊บเดียวก็ชั่วโมงกว่าแล้วค่ะที่เราเดินกันมา ถ้าใครยังมีแรงเดินไหว ออกจากห้าง Central World แล้ว ขอแนะนำว่าอย่าเพิ่งรีบกลับก่อนนะคะ ให้เดินไปตามทางเชื่อมผ่านแยกราชประสงค์ ทางไป BTS ชิดลมเรื่อยๆ แล้วแวะที่ Amarin ก่อนค่ะ ที่แนะนำที่นี่ด้วยเพราะว่าเดินต่อจาก Central World ไม่นาน แล้วที่ Amarin นี้ก็ประดับไฟสวย จัดแต่งตาม theme ต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปทุกปี ได้มุมสวยๆสำหรับถ่ายรูปเพิ่มอีกหลายมุมเลยค่ะ


พาเที่ยวดูไฟปีใหม่ในกรุงเทพกันมา 3 ห้าง ทั้ง Siam Paragon, Central World และ Amarin แล้ว

ตอนนี้เดินจนหมดแรงแล้วค่ะ ต้องขอตัวลาไปก่อนนะคะ

แล้วพบกันใหม่ค่ะ

22 ธันวาคม 2554

Terminal 21 อโศก (ตอน 2) - ห้างที่เก๋ที่สุดของกรุงเทพยุคนี้

Review เที่ยวไทยวันนี้จะพาเที่ยวพาชมห้าง Terminal 21 อโศกกันต่อค่ะ ห้างเก๋ไก๋ถูกใจคนชอบเที่ยวแน่นอนค่ะ เมื่อวานเราผ่านมา 4 ชั้นแล้วนะคะ อ่านรีวิวห้าง Terminal 21 ตอนที่ 1 ได้ที่นี่ค่ะ

แผนที่ของร้านในชั้นต่างๆของ Terminal 21

Terminal 21 อโศก - ห้างที่เก๋ที่สุดของกรุงเทพยุคนี้

ชั้น 2 : London
เดินเที่ยวชมห้างแบบเรื่อยเปื่อยออกแนวพระยาน้อยชมตลาดมาจนถึงชั้นที่ 5 แล้ว (ตามป้ายจะเท่ากับ ชั้น 2 ค่ะ) ชั้นนี้เป็นชั้น London ค่ะ เอกลักษณ์ของชั้นนี้ก็เป็นการตกแต่ง theme ระบบการขนส่งสื่อสารมวลชน รถเมล์และสถานีรถไฟใต้ดินสีแดงโดดเด่นของ London แถมมีตู้โทรศัพท์สีแดงที่ชวนให้อยากจะลองเข้าตู้แล้วแปลงกายเป็น Superman เหมือนในหนังเลยค่ะ

ตั้งแต่ชั้น GF ถึงชั้น 2 ที่ผ่านมาทั้งหมด สินค้าจะเน้นเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า แฟชั่นของทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีค่ะ

ชั้น 3 : Istanbul
ชั้น 3 : Istanbul ชั้นนี้ก็เป็นชั้นที่น่าสนใจมากที่สุดอีกชั้นหนึ่งของ Terminal 21 ค่ะ น่าสนใจทั้งการตกแต่งและร้านรวงต่างๆที่อยู่ในชั้น Istanbul นี้เลยค่ะ การตกแต่งของโซนร้านค้า การประดับประดาไฟของชั้นนี้ สวยมากๆค่ะ เดินไปทำให้คิดถึงบรรยากาศของ อะลาดิน หรือ Prince of Persia ไปด้วย แถมร้านค้าที่มีอยู่ในชั้นนี้ก็หลากหลายค่ะ ตั้งแต่ร้านตุ๊กตา หุ่นจำลอง เครื่องเขียน ไปจนถึงร้านขายของประดับและเครื่องรางสไตล์ตุรกี หรือของอียิปต์ก็มีค่ะ เดินเพลินมากๆเลย
ชั้น 3 : Istanbul

ชั้น 4 : San Francisco เป็นแหล่งรวมร้านอาหารต่างๆค่ะ มีสะพานโกลเด้นเกทเป็นสัญลักษณ์ มองเห็นได้ตั้งแต่ระยะไกล ไม่ต้องกลัวว่าจะไปไม่ถูกกันเลยทีเดียว เจ้าสะพานโกลเด้นเกทนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของ Terminal 21 ที่หลายๆคนคงเคยเห็นจากในโฆษณามาแล้ว ชั้นนี้มีร้านอาหารให้เลือกหลายร้านค่ะ ไม่ว่าจะเป็นร้านที่รู้จักคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว อย่าง Swensens,  MK สุกี้ หรือ ข้าวราดหน้าแกงกะหรี่ Cocoichibanya และ Fuji หรือร้านใหม่ๆที่ไม่ค่อยได้เจอตามห้างอื่นๆก็มีค่ะ
ชั้น 4 : San Francisco


วันนี้เราเลือกร้าน Yoshinoya สำหรับมื้อเที่ยงค่ะ ขอลองร้านใหม่ๆที่ไม่ค่อยเจอที่ห้างอื่นเสียหน่อย (ติดตามอ่านรีวิวร้านข้าวหน้าเนื้อ Yoshinoya ณ Terminal 21 ได้ที่นี่ค่ะ)

อิ่มแล้วก็มาเดินกันต่อค่ะ เราแปลกใจนิดๆว่าชั้น San Francisco นี้ ทำไมถึงได้มีเก๋งจีนอยู่ด้วย โคมไฟต่างๆนานาในแถบร้าน Yoshinoya และร้านข้างเคียงก็ดูจะเป็นแบบจีนๆไปทั้งหมด หรือว่าเค้าจะจำลองไชน่าทาวน์ของ San Francisco มาไว้ที่นี่ด้วย

ชั้น 5 : Pier 21 Bangkok
ชั้น 5 : Pier21 Bangkok มาถึงกรุงเทพแล้วค่ะ ชั้นนี้เป็น Food court ของห้าง Terminal 21 นี้ค่ะ เราไม่ได้ลองเดินสำรวจมากเท่าไรนักเพราะเพิ่งอิ่มจากชั้น San Francisco มา แต่ทราบข้อมูลว่า food court ของห้างนี้ ทุกร้านเปิดให้บริการจนถึง 22.00 น.ทุกวันค่ะ เอาใจคนทำงานดึกแถวอโศกได้ดีทีเดียว ภายนอกบริเวณ foodcourt ของชั้นนี้ก็ยังมีร้านอาหารอื่นๆตั้งเป็นร้านเดี่ยวๆอีกหลายร้านค่ะ ร้านบ้านหญิงจากสยามก็มาด้วยนะคะ (ร้านนี้เราชอบค่ะ เพิ่งทราบว่าเค้ามาเปิดที่นี่ด้วย)

ชั้น 6 : Hollywood ห้างใหม่ใจกลางเมืองอย่างนี้จะขาดโรงภาพยนตร์ไปได้อย่างไร ใช่ไหมคะ สำหรับโรงหนังของ Terminal 21 นี้เป็นเครือ SF cinema ค่ะ ที่โดดเด่นที่สุดของชั้นนี้คงจะเป็นตุ๊กตา Oscar ขนาดมหึมาที่ทอดตัวจากชั้น Hollywood ลงมาชั้น Pier21 Bangkok ค่ะ อยู่ข้างบันไดเลื่อน มองกันเพลินตลอดเวลาขึ้นบันไดเลื่อนเลยค่ะ (แต่เราว่าหุ่น Oscar ของที่นี่ผอมไปหน่อยนะคะ)

หุ่น Oscar ยืนต้อนรับที่ชั้น Hollywood
ครบทั้ง 9 ชั้นแล้วค่ะ เป็นอย่างไรกันบ้างคะ น่าสนใจใช่มั้ยเอ่ย เราเองตอนได้ยินแค่ว่า Terminal 21 เป็นห้างเปิดใหม่ของกรุงเทพ ตอนแรกฟังแล้วเฉยๆค่ะ ก็กรุงเทพมีห้างและศูนย์การค้าเต็มไปหมดอยู่แล้ว แต่พอได้ยินว่าเขาตกแต่งเป็น Terminal สนามบิน และเมืองท่องเที่ยวต่างๆของโลกเนี่ยก็อยากมาเที่ยวทันทีค่ะ และมาแล้วก็ไม่ผิดหวังนะคะ เดินกันเพลินเลยทีเดียว

การเดินทางก็สะดวกมากค่ะ ขึ้นรถไฟฟ้า BTS มาลงสถานีอโศก ก็ถึงเลยค่ะ มีทางเดินเชื่อมจากสถานีรถไฟฟ้าเข้าห้างเรียบร้อย



สรุปรีวิวห้าง Terminal 21 อโศก

- ห้างสรรพสินค้าที่เป็นมากกว่าห้าง ถือเป็น 1 ในสถานที่ท่องเที่ยวของกรุงเทพได้เลย ไม่ต้องพกตังค์เยอะๆมาชอปปิ้ง แค่เดินเที่ยวดูตัวห้างโดยไม่ต้องซื้อของก็สนุกได้แล้วค่ะ

21 ธันวาคม 2554

Review Terminal 21 อโศก - เมื่อห้างกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว

หลังจากจบซีรี่ย์แรกของรีวิวเที่ยวเชียงใหม่ไปแล้ว (เตรียมพบกับซีรี่ย์ 2 อีกไม่นานเกินรอค่ะ) คราวนี้เราขอพากลับมาเที่ยวกรุงเทพกันต่อนะคะ รีวิวเที่ยวไทยวันนี้จะพาเที่ยวห้าง Terminal 21 ค่ะ มาดูกันว่า เมื่อห้างสรรพสินค้า ไม่ได้เป็นแค่ที่สำหรับชอปปิ้งอีกต่อไป จะเป็นอย่างไร เมื่อตัวห้างเอง กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปด้วย มาพบกับรีวิว Terminal 21 ห้างสรรพสินค้าเปิดตัวใหม่ล่าสุดของกรุงเทพ ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใครกันค่ะ


ห้างเทอร์มินัล 21 (Terminal 21) สถานที่ท่องเที่ยวใหม่ใจกลางอโศก

LG : Caribbean
จุดเด่นของศูนย์การค้า Terminal 21 นี้คือการตกแต่งค่ะ คงจะถูกใจนักท่องเที่ยวทั้งหลาย เขาจำลองตัวห้างเองเป็น Terminal ต่างๆของสนามบินค่ะ ทั้งหมดมี 9 ชั้น แต่ละชั้นก็จะมีการตกแต่งเฉพาะสำหรับแต่ละชั้น เป็นเมืองและสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆของโลกแต่ละแห่งค่ะ มาดูกันแต่ละชั้นนะคะ

LG : Caribbean
ชั้นล่างสุด LG : Caribbean ตกแต่งด้วยสีสันสดใส ตามสไตล์ทะเลแคริบเบียน ชั้นนี้เป็นชั้นที่รวมร้านอาหาร โดยมากมักเป็น Fastfood และ Gourmet market ค่ะ พอเห็น Gourmet market และส่วนลดจากบัตรเครดิต Citi M Visa เลยถึงบางอ้อ ว่าที่ Terminal 21 นี้คงจะบริหารงานโดยเครือเดียวกับ Paragon, Emporium และ The Mall ค่ะ เป็นกลุ่มธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากจริงๆ
GF : Rome



ชั้น GF : Rome ตกแต่งหรูหราตามแบบฉบับอิตาลี เดินปุ๊บได้บรรยากาศอิตาลีปั๊บ คล้ายๆตอนเดินใน The Venetian ที่มาเก๊าค่ะ


GF : Rome
ชั้น MF : Paris ชั้นนี้เราเดินเที่ยวเองแล้วยังงงๆ เพราะไม่แน่ใจเหมือนกันว่า สไตล์ปารีเซียงเนี่ย มีอะไรเป็นเอกลักษณ์บ้าง หรือเพราะว่าห้างส่วนใหญ่ในเมืองไทย ตกแต่งสไตล์ปารีสอยู่แล้ว เราเลยรู้สึกว่าการเดินชั้นนี้ไม่ค่อยแตกต่างจากห้างอื่นๆเท่าไรนักค่ะ จากชั้นนี้ถ้าเดินเมื่อยแล้ว เค้ามีบันไดเลื่อนแบบ bypass ระยะทางยาว จากชั้น M Paris ข้ามไปชั้น 4 San Francisco เลยค่ะ เรียกว่าข้ามทวีปไปเลย ไม่ต้องผ่าน Tokyo, London และ Istanbul ก่อน
แมวกวัก สัญลักษณ์ชั้น 1 : Tokyo

ชั้น 1 : Tokyo ชั้นนี้ดูจะเป็นชั้นที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นมากที่สุดในบรรดาชั้นทั้งหมดของห้าง Terminal 21 นี้ค่ะแค่เดินขึ้นบันไดเลื่อนปุ๊บ ก็เจอกับเจ้าแมวกวักตัวใหญ่ ที่คอยกวักเรียกนักท่องเที่ยวทั้งหลายให้เข้าไปถ่ายรูปด้วยตลอดเลยค่ะ นอกจากนี้ ก็ยังมีการตกแต่งด้วยโคมไฟญี่ปุ่นเป็นระยะๆ แถมมีว่าวปลาด้วย เก๋ไก๋จริงๆ

ห้องน้ำแบบญี่ปุ่น
แถมความพิเศษเพิ่มอีกอย่างของชั้น Tokyo นี้ค่ะ คือ "ห้องน้ำ" !!! ใช่แล้วค่ะ ห้องน้ำที่นี่ มีความพิเศษมากกว่าห้องน้ำของห้างอื่นๆแน่ๆค่ะ รับรองได้  ใครที่เคยดูเดี่ยวไมโครโฟน 8 ของโน้ต อุดม ที่เคยเล่าถึงห้องน้ำของญี่ปุ่นว่าเป็นยังงัย นั่งแล้วอุ่น ที่ฉีดน้ำดี ปุ่มปรับโน่นนี่ ส่วนใหญ่คนที่เคยดูเดี่ยวฯฟังแล้วก็อยากจะไปลองห้องน้ำของญี่ปุ่นกันทุกคน ตอนนี้ทุกท่านไม่ต้องไปไกลถึงญี่ปุ่นแล้วค่ะ ห้องน้ำใน Terminal 21 ชั้น Tokyo นี้ มีให้เพื่อนๆได้สัมผัสโถชำระที่โน้ต อุดมบอกว่า "สุดยอด" ได้แล้วค่ะ (ส่วนห้องน้ำของชั้นอื่นๆเป็นอย่างไรเนี่ย เพื่อนๆคงต้องไปเข้ากันเอาเองนะคะ เพราะเราแวะเข้าห้องน้ำแค่ชั้น Tokyo ชั้นเดียวค่ะ)

น่าสนใจจริงๆห้าง Terminal 21 เนี่ย ขนาดห้องน้ำยังเก๋เลยนะเนี่ย

พี่ซูโม่เค้าอยู่ในชั้น Tokyo ค่ะ

ผ่านมา 4 ชั้นแล้ว เดี๋ยวเราไปต่ออีก 5 ชั้นที่เหลือกันค่ะ ติดตามต่อใน Terminal 21 - พาเที่ยวห้างที่เก๋ที่สุดในกรุงเทพยุคนี้

25 พฤศจิกายน 2554

Review เที่ยวเชียงใหม่ (แบบมินิ) - ร้านกาแฟวาวี สาขาปางช้างแม่สา จิบกาแฟในบรรยากาศที่แตกต่าง

ความเดิมตอนที่แล้ว
Review เที่ยวไทย ได้พาเที่ยวเชียงใหม่ โดยนำทุกท่านไปเยี่ยมชมการแสดงที่ปางช้างแม่สา ได้ตื่นเต้นและชื่นชมเจ้าช้างมากความสามารถกันไปแล้ว นอกจากความประทับใจในความแสนรู้และความสามารถของช้างประจำปางช้างแม่สา เชียงใหม่ (ที่ความสามารถบางอย่างก็ทำได้ดีกว่าเจ้าของบล็อคเสียด้วย) แล้ว อีกหนึ่งความประทับใจในการไปเที่ยวปางช้างแม่สา ในครั้งนี้ก็คือ ร้านกาแฟวาวี สาขาปางช้างแม่สานี่ล่ะค่ะ เล็กๆ แต่ไม่ธรรมดาค่ะ จิ๋วแต่แจ๋ว จนขอยกพื้นที่ให้เป็น มินิ รีวิวเที่ยวเชียงใหม่ ตอน ร้านกาแฟวาวี ซะเลย

ร้านกาแฟวาวี สาขาปางช้างแม่สา

บรรยากาศภายในร้าน
ร้านกาแฟวาวีร้านนี้ ตั้งอยู่หน้าทางเข้าปางช้างแม่สาเลยค่ะ

ใช่แล้วค่ะ ก็ร้านกาแฟวาวีที่เรารู้จักกันดีนี่ล่ะค่ะ ร้านกาแฟไทยชื่อดังของภาคเหนือ ที่ดังไกลไปจนมีสาขาในกรุงเทพ แต่ที่มาแนะนำก็เนื่องจากว่า ที่นี่พิเศษกว่าร้านกาแฟวาวีสาขาอื่นเล็กน้อย เพราะไม่ได้มีแค่กาแฟและเครื่องดื่มตามปกติเท่านั้น แต่ยังมีการจัดตกแต่งร้านให้เข้ากับบรรยากาศช้างๆ นอกจากนั้นยังมีโปสการ์ดเกี่ยวกับช้าง (เป็นภาพวาด) หลายแบบให้เลือกสรร แถมด้วยบริการแสตมป์ (ให้ซื้อ) และตู้ไปรษณีย์สำหรับหย่อนโปสการ์ดตรงหน้าร้านเลยค่ะ เรียกได้ว่าบริการแบบ all-in-one เลยทีเดียว
ในตัวร้านเอง พื้นที่ไม่ได้ใหญ่โตนัก แต่ก็รู้สึกว่านั่งสบาย มีมุมให้ถ่ายรูปได้หลายมุมเลยค่ะ

ของตกแต่งในร้าน
ตอนไปเที่ยวปางช้างแม่สาครั้งนี้ เราแวะร้านกาแฟวาวีร้านนี้ ทั้งก่อนเข้า และหลังออกมาจากปางช้างเลยค่ะ รอบแรกสำหรับโกโก้เย็น เติมความสดชื่นช่วงบ่าย และรอบสอง กลับมาซื้อโปสการ์ดลายน่ารักๆที่เล็งไว้ อยากแชร์ความประทับใจให้เพื่อนๆเราด้วยค่ะ

สรุปว่า ร้านกาแฟวาวี สาขาปางช้างแม่สา นอกจากได้ทานเครื่องดื่มรสชาติตามมาตรฐานวาวีแล้ว ยังได้เพลินตาไปกับการตกแต่งร้านให้เข้ากับบรรยากาศช้างๆ แถมได้โอกาสเสียตังค์เพิ่มเพราะโปสการ์ดลายน่ารักๆด้วยค่ะ แวะไปเยี่ยมเยียนกันได้นะคะ

ของฝากจากปางช้างแม่สา และโปสการ์ดจากวาวี
ปล. เที่ยวเชียงใหม่ทริปนี้ยังไม่จบนะคะ แล้วพบกันใหม่ค่ะ


อ่านรีวิวตอนอื่นๆของ รีวิวเที่ยวเชียงใหม่ ซีรี่ย์ 1 ได้ที่นี่ค่ะ

ตอนที่ 1 รีวิวเที่ยววัดพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่
ตอนที่ 2 รีวิวโรงแรมยันตรศรี รีสอร์ท เชียงใหม่
ตอนที่ 3 รีวิวเที่ยวเมืองกุมกาม เชียงใหม่ (แอทแลนติสเมืองไทย)
ตอนที่ 4 รีวิวเที่ยวเวียงจุมออน ร้านน้ำชาสีชมพู
ตอนที่ 5 รีวิวเที่ยวปางช้างแม่สา ช้างไทย เป็นได้มากกว่าที่คุณคิด
ตอนที่ 6 มินิรีวิวร้านกาแฟวาวี สาขาปางช้างแม่สา จิบกาแฟในบรรยากาศที่แตกต่าง
ตอนที่ 7 รีวิวโรงแรมปานวิมาน เชียงใหม่ สปา รีสอร์ท

23 พฤศจิกายน 2554

Review เที่ยวเชียงใหม่ - ปางช้างแม่สา

สวัสดีเจ้า ...
หลังจากผ่านรีวิวที่กิน ที่พัก กันไปแล้ว กลับมาต่อกันเลยกับรีวิวที่เที่ยวในเชียงใหม่กันค่ะ สถานที่ท่องเที่ยวเชียงใหม่ที่จะแนะนำต่อไปนี้ จะออกนอกอำเภอเมืองเชียงใหม่กันแล้วนะคะ ย้ายไปแถวอำเภอแม่ริม ถึงจะเดินทางไกลแต่ก็ประทับใจเหมือนเดิมค่ะ เปลี่ยนจากที่เที่ยวแบบสิ่งก่อสร้าง อย่างวัดพระธาตุดอยสุเทพ หรือเวียงกุมกาม ไปเที่ยวชมสัตว์แทนนะคะ ตามมาเลย กับ รีวิวเที่ยวเชียงใหม่ ตอน "ปางช้างแม่สา" ค่ะ

ปางช้างแม่สา ตั้งอยู่ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ค่ะ  แต่ก่อนที่เราจะเดินเข้าปางช้างไปชมการแสดงทั้งหลาย ตรงทางเข้าปางช้างแม่สา เราจะเจอกับ ร้านกาแฟวาวีก่อนค่ะ (อ่านมินิรีวิวของร้านกาแฟวาวี สาขาปางช้างแม่สา ได้ในตอนถัดไปค่ะ)
ช้างเตะฟุตบอล

ปางช้างแม่สา (Maesa Elephant Camp)

เราคนไทย อยู่ในประเทศอันมีช้างเป็นสัญลักษณ์ของสัตว์ประจำชาติ คงจะเคยเห็นช้างกันมาบ้างแล้วเกือบทุกคน เอาเฉพาะที่เป็นช้างตัวจริง ตัวเป็นๆ ก็พบเจอได้ตามสวนสัตว์ หรือแม้แต่ตามถนนหนทางในแหล่งท่องเที่ยว แต่ที่ปางช้างแม่สานี้ ไม่ใช่ช้างธรรมดาค่ะ ให้อารมณ์ของการชมช้าง ที่แตกต่างจากที่เคยเห็นมาอย่างสิ้นเชิงค่ะ

อาบน้ำช้าง
ไปเที่ยวครั้งนี้ เรามาถึงปางช้างแม่สาตอนบ่าย การแสดงโชว์ของช้างจะเริ่มเวลา 13.30 น.ค่ะ แต่ทางที่ดี ควรจะมาถึงก่อนสักเล็กน้อย ประมาณ 15 นาทีค่ะ เพื่อที่จะได้ชมอีกหนึ่งกิจกรรมของบรรดาช้างทั้งหลาย ซึ่งก็คือ การอาบน้ำช้างนั่นเองค่ะ ในช่วงเวลาอาบน้ำของเหล่าช้างช่วงนี้ เราจะได้เห็นแบบใกล้ๆ หรือบางคนอาจยื่นมือไปแตะทักทายเจ้าช้างได้เลยค่ะ แต่ถ้าไม่อยากเปียกละก็ หาทำเลที่เห็นได้ชัดแต่ไม่ได้เป็นแถวหน้าๆนะคะ เพราะช้างบางตัวนึกสนุกขึ้นมา ก็พ่นน้ำใส่คนดูซะงั้น เราเตือนคุณแล้วนะคะ

หลังจากนั้นก็เป็นเวลาโชว์แล้วค่ะ มาเลือกจับจองที่นั่งได้ตามชอบใจ เราว่ามุมไหนก็คล้ายๆกันหมด (แต่อาจจะหวาดเสียวหน่อยถ้าไปนั่งหลังบริเวณที่เป็นโกล์ฟุตบอลนะคะ) การแสดงช้างที่ปางช้างแม่สานี่เยี่ยมเลยค่ะ มาดูแล้วจะรู้ว่า ช้างไทย ทำได้มากกว่าที่คุณคิด !!

ขึ้นลงช้าง
การแสดงก็ค่อนข้างหลากหลายค่ะ มีทั้งระดับพื้นฐานตั้งแต่ โชว์วิธีการขึ้นลงช้างของควาญช้าง ช้างเต้นประกอบเพลง ไปจนถึงช้างเตะฟุตบอล

แต่ที่ประทับใจและออกจะตื่นตาตื่นใจที่สุดสำหรับเราในการมาเยือน ปางช้างแม่สา เชียงใหม่ ในครั้งนี้ คือ โชว์การวาดรูปของช้างจิตรกรค่ะ เยี่ยมมากๆ เหล่าช้างจิตรกรสามารถรังสรรค์ภาพวาดดีๆให้เราประหลาดใจได้ ไม่เฉพาะแค่แบบ Abstract ที่ยกพู่กันสีมาป้ายๆบนกระดาษนะคะ บางรูปนี่เป็นเรื่องเป็นราว ชนิดที่ว่า ถ้าเราไม่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเอง เราไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด ว่านี่เป็นฝีมือช้าง (ดูช้างวาดรูปแล้วหันกลับมาดูตัวเอง ช้างวาดรูปสวยกว่าเราอีกนะเนี่ย)

ช้างเพนต์
หลังจบการแสดงของช้างแล้วยังมีกิจกรรมอย่างอื่นให้เลือกทำต่อได้อีกค่ะ ไม่ว่าจะเป็น การนั่งช้าง หรือเรียนหลักสูตรควาญช้างระดับพื้นฐาน ก็สามารถติดต่อเรียนพร้อมที่พักได้เป็นคอร์สที่นี่เลยค่ะ แต่เราเลือกเดินชอปปิ้งในร้านขายของที่ระลึกค่ะ ก็อยากแบ่งปันความประทับใจในการมาเที่ยวปางช้างแม่สาในครั้งนี้ให้กับคนที่ไม่ได้มาด้วยนี่นา

สรุปรีวิวเที่ยวเชียงใหม่ - ปางช้างแม่สา

ฝีมือจิตรกรช้าง
- ถึงคุณจะเคยเห็นช้างมาแล้วกี่เชือกก็ตาม ช้างที่ปางช้างแม่สานี้ จะทำให้คุณประทับใจ และรักช้างไทยมากขึ้นอีกเท่าตัว ช้างไทย (และควาญช้างไทย) สุดยอดจริงๆค่ะ แนะนำให้มาเที่ยวที่นี่กันนะคะ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กๆ ห้ามพลาดค่ะ (ขนาดเราโตเป็นผู้ใหญ่แล้วยังชอบเลย)





กิจกรรมหลักสูตรควาญช้างเราทราบข้อมูลมาจากที่นี่ค่ะ
http://www.maesaelephantcamp.com


อ่านรีวิวตอนอื่นๆของ รีวิวเที่ยวเชียงใหม่ ซีรี่ย์ 1 ได้ที่นี่ค่ะ

ตอนที่ 1 รีวิวเที่ยววัดพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่
ตอนที่ 2 รีวิวโรงแรมยันตรศรี รีสอร์ท เชียงใหม่
ตอนที่ 3 รีวิวเที่ยวเมืองกุมกาม เชียงใหม่ (แอทแลนติสเมืองไทย)
ตอนที่ 4 รีวิวเที่ยวเวียงจุมออน ร้านน้ำชาสีชมพู
ตอนที่ 5 รีวิวเที่ยวปางช้างแม่สา ช้างไทย เป็นได้มากกว่าที่คุณคิด
ตอนที่ 6 มินิรีวิวร้านกาแฟวาวี สาขาปางช้างแม่สา จิบกาแฟในบรรยากาศที่แตกต่าง
ตอนที่ 7 รีวิวโรงแรมปานวิมาน เชียงใหม่ สปา รีสอร์ท

21 พฤศจิกายน 2554

Review เที่ยวเชียงใหม่ - เวียงจุมออน กินก็ดี เที่ยวก็ได้

สวัสดีค่ะ มาถึงตอนที่ 4 ของ ซีรีย์ รีวิวเที่ยวเชียงใหม่ กันแล้วนะคะ
หลังจากที่ก่อนหน้านี้แวะหลีกทางให้กับโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินของการบินไทยและแอร์เอเชียเล็กน้อย วันนี้ ขอยึดพื้นที่คืนให้กับการรีวิวเที่ยวเชียงใหม่แล้วค่ะ
วันก่อน Review เที่ยวไทย นำเที่ยว เวียงกุมกาม สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจและทรงคุณค่าของเชียงใหม่ที่หนึ่งไปแล้ว ก่อนจะนำเที่ยวที่ต่อไปซึ่งอยู่อีกอำเภอหนึ่งคือ ปางช้างแม่สา เรายังพอมีเวลาอีกเล็กน้อยค่ะ เวลาว่างๆอย่างนี้ ก็ต้องเหมาะกับอาหารว่าง จริงมั้ยคะ ว่าแล้วเราก็โบกมือลาเวียงกุมกาม นำทุกคนไปยังอีก เวียง ดีกว่าค่ะ ไปทานของว่างกันที่ "เวียงจุมออน" ค่ะ
เวียงจุมออน หน้าร้าน

ร้านน้ำชาเวียงจุมออน เชียงใหม่

เวียงจุมออน ตั้งอยู่ริมปิง แม่น้ำสายหลักของเชียงใหม่ค่ะ เวียงจุมออน ชื่อฟังดูแปลก แต่มีความหมายนะคะ เวียง หมายถึง เมือง ส่วน จุมออน แปลว่า สีชมพู ค่ะ ดังนั้นชื่อของร้านนี้ก็ออกจะแปลได้ตรงไปตรงมา ตรงตัวกับรูปลักษณ์ของร้านเป๊ะๆเลยทีเดียว ก็คือ ร้านน้ำชาสีชมพูหวานแหวว อย่างที่เห็นนี่ล่ะค่ะ
ตัวร้านสีชมพูตั้งดูโดดเด่นอยู่บนถนนวัดเกตุค่ะ เป็นที่ติดตาอย่างมาก (ในความเด่น) เพราะฉะนั้นโอกาสหาร้านไม่เจอมีน้อยมากๆค่ะ

ข้างในตึกสีชมพูนี้ เดินเข้าไปปุ๊บก็จะพบกับโซนแรก เป็นที่รวมของชาหลายชนิดจากทั่วโลก พร้อมอุปกรณ์การชงชา มีให้เลือกหลากหลาย หรือจะหาของฝากจากร้านเวียงจุมออนก็หาได้จากโซนนี้ค่ะ บริเวณนี้ตกแต่งสไตล์โมร๊อคโค เย็นและสวยดีค่ะ แต่คนชอบกินชอบเที่ยวอย่างเรา ขอเดินผ่านโซนนี้ไปเพื่อไปชมโซนด้านหลังของร้าน ที่เค้าว่ากันว่า ขึ้นชื่อในบรรยากาศ ว่าเป็นร้านน้ำชาที่น่านั่งมากๆดีกว่าค่ะ

แล้วเราก็ออกมาเจอกับโซนด้านนอกของร้าน แวบแรกที่เห็น แอบร้องโอ้โหอยู่ในใจค่ะ ชอบมาก เรียกว่าประทับใจตั้งแต่แรกพบเลยทีเดียว เป็นคนละสไตล์กับที่เห็นในตัวตึก "เวียงจุมออนโซนโอเพ่นแอร์"นี้บรรยากาศดีมากเลยค่ะ รับลมเย็นๆริมปิง กับการจัดร้าน ที่นั่งและการตกแต่งแนวหวานๆ เข้ากันดีเหลือเกิน พอได้นั่งจริงๆแล้วก็รู้สึกสบายอย่างที่คิดไว้จริงๆด้วย ถึงแม้เราจะไม่ใช่คนที่รักการดื่มชา แต่แค่มาเยือนที่นี่ก็รู้สึกสบายๆและมีความสุขมากค่ะ (ขนาดแค่นั่งชมวิวนะเนี่ย) ลองนึกภาพตัวเองหยิบหนังสือมาสักหนึ่งเล่ม นั่งอ่านรับลมสบายๆริมแม่น้ำ ปล่อยเวลาผ่านไป แถมจิบชายามบ่ายกับขนม คงเข้ากันดีมากๆ ว่าแล้วก็อยากจะให้เป็นอย่างนั้นซะจริงๆ (แต่มีเวลาวันนั้นแค่ชั่วโมงกว่าๆ เลยทำไม่ได้) ถ้ามีเวลาว่างๆในทริปเที่ยวเชียงใหม่ อย่าลืมมานั่งเพลินๆที่นี่นะคะ ขอแนะนำเลยค่ะ ถือเป็นที่พักเหนื่อยได้อย่างดี

ไม่เฉพาะบรรยากาศการจัดร้านที่ออกแนวสดใสหวานแหวว การจัดขนมเสิร์ฟก็สวยงามไม่แพ้กันค่ะ วันนั้นที่เราไปได้ทานเป็น high tea set เค้าจัดเรียงขนมและผลไม้ใส่ชั้นมา 3 ชั้น ตามภาพด้านขวานี้ค่ะ (ภาพออกจะมืดไปหน่อยนะคะ มือถ่ายรูปสมัครเล่นค่ะ) เสิร์ฟพร้อมน้ำชา ยังไม่ทันได้ลองทานก็มีความสุขกับอาหารตาไปแล้วค่ะ
high tea set



แต่ตวามเห็นส่วนตัว เราคิดว่า รสชาติขนมที่นี่ค่อนข้างธรรมดานะคะ ไม่ถึงกับอร่อยมาก ส่วนชาเนี่ย เราไม่สามารถให้ความเห็นได้ค่ะ เพราะไม่ใช่คนรักการดื่มชา เลยไม่รู้ว่าของเค้าคุณภาพดีหรือเปล่า ไม่กล้าวิจารณ์ค่ะ แต่หอมดีนะคะ

และแล้วเวลาแห่งความสุขก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว นั่งเม้าท์กับเพื่อนๆเพลินๆ แป๊บเดียวผ่านไปชั่วโมงกว่าแล้วค่ะ ต้องโบกมือลาเวียงจุมออน ร้านน้ำชาสีชมพูนี้ไปซะแล้ว

สรุปรีวิวเที่ยวเชียงใหม่ - ร้านน้ำชา เวียงจุมออน

- ร้านน้ำชาชมพูหวาน ตกแต่งร้านได้สวยงาม ท่ามกลางความร่มรื่น บรรยากาศแสนสบายในยามพักผ่อน กับชาหลากหลายชนิด รสชาติขนมค่อนข้างธรรมดา แต่แค่มานั่งพักชมวิวร้านเป็นอาหารตา ก็คุ้มแล้วค่ะ


แล้วพบกันใหม่กับสถานที่ท่องเที่ยวถัดไปของเชียงใหม่ค่ะ

ที่มาของคำแปลของเวียงจุมออนที่เราค้นทางอินเตอร์เน็ทมาค่ะ :
http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1314952956&grpid=&catid=12&subcatid=
http://1081009.tourismthailand.org/trip/dcp?id=3222


อ่านรีวิวตอนอื่นๆของ รีวิวเที่ยวเชียงใหม่ ซีรี่ย์ 1 ได้ที่นี่ค่ะ

ตอนที่ 1 รีวิวเที่ยววัดพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่
ตอนที่ 2 รีวิวโรงแรมยันตรศรี รีสอร์ท เชียงใหม่
ตอนที่ 3 รีวิวเที่ยวเมืองกุมกาม เชียงใหม่ (แอทแลนติสเมืองไทย)
ตอนที่ 4 รีวิวเที่ยวเวียงจุมออน ร้านน้ำชาสีชมพู
ตอนที่ 5 รีวิวเที่ยวปางช้างแม่สา ช้างไทย เป็นได้มากกว่าที่คุณคิด
ตอนที่ 6 มินิรีวิวร้านกาแฟวาวี สาขาปางช้างแม่สา จิบกาแฟในบรรยากาศที่แตกต่าง
ตอนที่ 7 รีวิวโรงแรมปานวิมาน เชียงใหม่ สปา รีสอร์ท

7 พฤศจิกายน 2554

Review เที่ยวเชียงใหม่ - เวียงกุมกาม แอทแลนติสเมืองไทย

Review เที่ยวไทย สวัสดีค่ะ
ผ่านการรีวิวเที่ยวเชียงใหม่ตอนสองไปแล้ว หลังจากทานข้าวมื้อเย็นที่ผาลาดตะวันรอน ร้านอาหารชื่อดังของเชียงใหม่ แล้วนอนพักผ่อนเอาแรงที่โรงแรมยันตรศรี รีสอร์ทไปแล้ว เช้านี้ตื่นมาสดใส จะพาไปเที่ยวเชียงใหม่กันต่อค่ะ วันนี้จะเป็นรีวิวสถานที่ท่องเที่ยวของเชียงใหม่อีกหนึ่งที่ ที่เที่ยววันนี้มีชื่อว่า "เวียงกุมกาม" ค่ะ

เราเคยมาเที่ยวเชียงใหม่ 2-3 รอบแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้มาที่นี่ เวียงกุมกาม ค่ะ อาจจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ได้มีชื่อเสียงมากมายนัก แต่กลายเป็นว่า หลังจากไปเยือนมาแล้ว รู้สึกได้ว่าเป็นที่เที่ยวที่น่าสนใจอีกที่หนึ่งของเชียงใหม่ค่ะ เลยขอเอามาแนะนำไว้ในบล็อคนี้ด้วยนะคะ


เวียงกุมกาม : เมืองที่หายไป


   มีใครเคยได้ยินชื่อ เวียงกุมกาม ไหมคะ เดาว่าถ้าไม่ใช่คนเชียงใหม่ หรือคนภาคเหนือ คงจะไม่คุ้นหูสักเท่าไร เราก็เหมือนกันค่ะ ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย ถ้าอย่างนั้น มาทำความรู้จักกับเวียงกุมกามกันซักหน่อยนะคะ
   เวียงกุมกาม เป็นเมืองในตำนานของชาวล้านนาค่ะ เดิมเชื่อว่าเวียงกุมกามนี้เป็นเมืองหลวงของภาคเหนือในสมัยศตวรรษที่ 13 ก่อนที่จะได้รับการย้ายมาตั้งเมืองหลวงใหม่ที่เชียงใหม่จนถึงปัจจุบัน เวียงกุมกามถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระยาเม็งราย ตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง และมีความรุ่งเรืองตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมาจนถึงศตวรรษที่ 16 หลังจากนั้น เมืองนี้ก็ได้หายไปจากบันทึกในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายปี มีเพียงเชียงใหม่ที่เจริญรุ่งเรืองสืบต่อมาจนปัจจุบัน โดยไม่มีใครทราบเหตุผลที่แท้จริงว่า ทำไมเวียงกุมกามถึงได้หายไป และหายไปไหน
   มีบางคนสันนิษฐานว่า ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่เวียงกุมกามในสมัยพระยาเม็งราย ทำให้เมืองทั้งเมืองจมหายไป แล้วจึงต้องย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เชียงใหม่ แต่ก็ไม่มีใครทราบว่า ข้อสันนิษฐานนี้ เป็นจริงหรือไม่ค่ะ


   จนกระทั่งเมื่อ 20 กว่าปีมานี้เอง ในปีพ.ศ. 2527 เรื่องราวตำนานต่างๆก็ได้เป็นที่ประจักษ์ในที่สุดค่ะ โดยเริ่มจากชาวบ้านในหมู่บ้านแถบนี้ของเชียงใหม่ ทำการขุดดินที่สวนของบ้านตนเอง แล้วพบซากปรักหักพังของเมืองเก่าใต้พื้นดินของบ้าน บ้างก็ขุดดินเพื่อจะทำสวนปลูกต้นไม้แต่กลับพบพระเครื่องเป็นจำนวนมาก เมื่อทำการขุดค้นสำรวจเพิ่มเติม จึงได้พบกับเมืองเก่าเกือบทั้งเมืองที่ซ่อนอยู่ใต้เมืองใหม่อย่างเชียงใหม่ค่ะ
   ใช่แล้วค่ะ เวียงกุมกามเดิมถูกน้ำท่วมจริงๆ น้ำท่วมครั้งใหญ่พัดพาทั้งน้ำทั้งโคลนดินมาทับถม และบ้านเมืองวัดวาอารามของเวียงกุมกามถูกจมลงภายใต้ดินและฝุ่นเหล่านั้น กลายเป็นเมืองที่หายลับไปหลายร้อยปี ไม่มีใครพบเห็น จนกระทั่งเมืองเชียงใหม่ขยายตัวมากขึ้นๆ ผู้คนมากขึ้น อาณาเขตความเป็นเมืองและความเจริญแผ่ขยายมากขึ้น ชาวเมืองเชียงใหม่หลายต่อหลายคนได้อาศัยอยู่บนพื้นดินเหนือเมืองในตำนานที่หายไปของพวกเขาเองโดยที่เขาไม่รู้มาก่อน


   น่าตื่นเต้นมากๆเลยค่ะ แค่เราลองคิดว่า เราจะรู้สึกอย่างไรบ้าง ถ้าได้เป็นค้นพบเมืองที่เคยได้ยินแค่ชื่อในตำนาน แล้วสุดท้ายเมืองนั้นก็มาปรากฎอยู่ตรงหน้าเราจริงๆ คงเป็นอะไรที่ตื่นเต้นและน่าดีใจมากๆ คล้ายๆกับเจอเมืองแอทแลนติสที่อยู่ในตำนานของชาวตะวันตกเลยทีเดียว

ที่ เวียงกุมกาม เชียงใหม่ นี้ อาจเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ได้สวยงามติดตาเท่าไรนัก เป็นที่เที่ยวที่มีเพียงอิฐเก่าๆกับซากวัดเท่านั้น แต่เรากลับรู้สึกว่าทรงคุณค่าด้านจิตใจและติดอยู่ในใจเรามากทีเดียวค่ะ ดีใจมากๆที่ได้มาเยือนที่นี่ ขนาดตอนนี้มานั่งเขียนรีวิวเที่ยวเชียงใหม่ ตอนนี้อยู่ที่บ้านแล้ว ก็ยังคงจำความรู้สึกตื่นเต้นและปลื้มใจที่ได้ไปเยือนสถานที่ ที่เรื่องในตำนานกลายเป็นเรื่องจริงที่นี่ได้อยู่จนบัดนี้เลยค่ะ

ถ้าได้เที่ยวเชียงใหม่ก็อย่าลืมไปเยือนสถานที่ที่น่าสนใจแบบนี้ของเมืองไทยเรากันนะคะ

ปล. อย่าลืมให้ทิปเล็กๆน้อยๆเป็นน้ำใจแก่ไกด์ที่บรรยายให้ฟังนะคะ เค้าเป็นกลุ่มจิตอาสาที่มาช่วยนำเที่ยวเวียงกุมกามค่ะ

เครดิตประวัติและการค้นพบเวียงกุมกาม เชียงใหม่

- จากไกด์ที่บรรยายตอนเที่ยวชม และจาก website ด้านล่างนี้ค่ะ
http://thai.tourismthailand.org/where-to-go/cities-guide/attractions/info-page/destination/chiang-mai/cat/14/attraction/132/
http://th.wikipedia.org/wiki/เวียงกุมกาม


อ่านรีวิวตอนอื่นๆของ รีวิวเที่ยวเชียงใหม่ ซีรี่ย์ 1 ได้ที่นี่ค่ะ

ตอนที่ 1 รีวิวเที่ยววัดพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่
ตอนที่ 2 รีวิวโรงแรมยันตรศรี รีสอร์ท เชียงใหม่
ตอนที่ 3 รีวิวเที่ยวเมืองกุมกาม เชียงใหม่ (แอทแลนติสเมืองไทย)
ตอนที่ 4 รีวิวเที่ยวเวียงจุมออน ร้านน้ำชาสีชมพู
ตอนที่ 5 รีวิวเที่ยวปางช้างแม่สา ช้างไทย เป็นได้มากกว่าที่คุณคิด
ตอนที่ 6 มินิรีวิวร้านกาแฟวาวี สาขาปางช้างแม่สา จิบกาแฟในบรรยากาศที่แตกต่าง
ตอนที่ 7 รีวิวโรงแรมปานวิมาน เชียงใหม่ สปา รีสอร์ท

30 ตุลาคม 2554

Review เที่ยวเชียงใหม่ - วัดพระธาตุดอยสุเทพ

สวัสดีค่ะ

หลังจาก Review เที่ยวไทย พาไปเที่ยวดูทะเลภาคใต้มาแล้ว วันนี้จะพาย้อนกลับขึ้นไปภาคเหนือกันนะคะ จังหวัดที่โด่งดังที่สุดของภาคเหนือก็น่าจะเป็นที่นี่ล่ะค่ะ เชียงใหม่
เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองเป็นอย่างมาก ในความคิดเรา เอกลักษณ์ที่สำคัญของเชียงใหม่ คือเป็นที่ที่มีทั้งวัฒนธรรมดั้งเดิม สถานที่เก่าแก่ ผสมผสานกับความทันสมัยได้อย่างลงตัวค่ะ
ไปเชียงใหม่ทุกครั้งก็มีอะไรน่าเที่ยว ให้ไปเที่ยวได้เพิ่มทุกครั้ง จึงไม่แปลกใจว่าทำไม ใครๆ ทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ ก็ไปเที่ยวเชียงใหม่กันทั้งนั้น

เกริ่นมาซะเยอะ เข้าสู่ รีวิวเที่ยวเชียงใหม่ กับสถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกกันเลยดีกว่าค่ะ ที่แรกที่จะไปกันก็คือ วัดพระธาตุดอยสุเทพ ค่ะ


วัดพระธาตุดอยสุเทพ (Wat Phra That Doi Suthep)


   คงไม่มีคนไทยคนไหนไม่รู้จักวัดพระธาตุดอยสุเทพ วัดเก่าแก่และเป็นวัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ จะไปเยือนกี่รอบก็มักจะต้องไปสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลเสมอ
   การเดินทางไปก็ง่ายค่ะ ห่างจากตัวเมืองไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่ตอนถึงวัดแล้ว จะขึ้นไปที่พระธาตุนี่สิ ที่บางคนอาจจะนานกว่าครึ่งชั่วโมง
   เมื่อก่อนการขึ้นไปยังพระธาตุดอยสุเทพนั้นต้องเดินขึ้นบันไดพญานาค ประมาณ 300 ขั้นเพียงอย่างเดียว ตอนเด็กๆก็ยังพอไหว แต่พอโตขึ้นมาชักใจไม่สู้ (กายก็ไม่สู้ด้วย) โชคดีที่เดี๋ยวนี้เค้ามีเคเบิ้ลคาร์ให้สำหรับคนเหนื่อยง่าย เลยได้ใช้เคเบิ้ลคาร์ขึ้นดอย สะดวกสบาย ประหยัดเวลาดีค่ะ อันนี้ก็แล้วแต่ความชอบแต่ละคนนะคะ

   หลังจากที่ปิดเพื่อบูรณะปฏิสังขรไปเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้พระธาตุดอยสุเทพสีทองเหลืองอร่าม พร้อมปรากฏต่อสายตาแบบเต็มที่แล้วค่ะ งดงามเหมือนเดิม ไม่ได้มาเสียหลายปี เราเงยหน้าดูอย่างประทับใจอยู่เป็นนานแน่ะค่ะ
   ชื่นชมความงามของพระธาตุสีทองตัดกับพื้นหลังเป็นท้องฟ้าสีฟ้าเสร็จแล้ว อย่าลืมสักการะพระธาตุ และ ทำทักษิณาวัตร 3 รอบเพื่อความเป็นสิริมงคลนะคะ

ทำบุญไหว้พระอิ่มใจกันไปแล้ว ก็ออกมาเดินรอบๆพระธาตุค่ะ


จากบนนี้ มีจุดชมวิวให้เห็นเมืองเชียงใหม่ทั้งเมืองด้วย
นอกจากนี้ รอบๆพระธาตุเอง ก็ยังมีการตกแต่งด้วยศิลปะล้านนาหลายอย่างค่ะ เดินดูรอบๆก็เพลินเหมือนกัน

มอม
และที่น่าสนใจที่สุดสำหรับเราคือ รูปปั้นสัตว์ในตำนานคือ มีชื่อว่า "มอม" ก่อนหน้านี้มาเชียงใหม่ไม่เคยสังเกตเลย ครั้งนี้มาเดินรอบๆพระธาตุ เพิ่งจะได้เห็น
มอม
   มอม เป็นสัตว์ในตำนาน มีอยู่เฉพาะในตำนานพื้นเมืองของภาคเหนือค่ะ ว่ากันว่า มอม เป็นการผสมผสานกันของสัตว์หลายชนิด บ้างก็ว่ามีแมว สิงโต และปลา คุณไกด์ที่พาเราไปบอกว่าประกอบขี้นจากสัตว์ 5 ชนิดค่ะ
   เจ้ามอมนี้ พอได้เห็นจากที่นี่ครั้งหนึ่งแล้ว ต่อไปไปเที่ยวไหนในเชียงใหม่ ที่เป็นวัดหรือโบราณสถาน ก็จะเจอได้เรื่อยๆเลยค่ะ เราชอบสังเกตว่าในแต่ละที่ มอมจะอยู่ในอิริยาบถไหนบ้าง เพลินดีค่ะ

สุดท้ายก่อนจบ คงไม่มีอะไรมากสำหรับการสรุปรีวิวเที่ยวเชียงใหม่ - พระธาตุดอยสุเทพ
เพราะทุกๆคนคงรู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่อยากจะถามว่า มีใครเห็นเจ้า มอม เป็นสัตว์อะไรประกอบกันบ้างคะ

แล้วเจอกันอีกใน review เที่ยวเชียงใหม่ตอนหน้าค่ะ

ที่มาของความรู้เกี่ยวกับพระธาตุดอยสุเทพ :
จากคุณไกด์ที่นำเราเดินเที่ยวในวันนั้น และจาก http://thai.tourismthailand.org/what-to-see-do/sights-attractions/info-page/destination/chiang-mai/cat/2/attraction/145/parent/327/lang/2/ ค่ะ

อ่านรีวิวตอนอื่นๆของ รีวิวเที่ยวเชียงใหม่ ซีรี่ย์ 1 ได้ที่นี่ค่ะ

ตอนที่ 1 รีวิวเที่ยววัดพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่
ตอนที่ 2 รีวิวโรงแรมยันตรศรี รีสอร์ท เชียงใหม่
ตอนที่ 3 รีวิวเที่ยวเมืองกุมกาม เชียงใหม่ (แอทแลนติสเมืองไทย)
ตอนที่ 4 รีวิวเที่ยวเวียงจุมออน ร้านน้ำชาสีชมพู
ตอนที่ 5 รีวิวเที่ยวปางช้างแม่สา ช้างไทย เป็นได้มากกว่าที่คุณคิด
ตอนที่ 6 มินิรีวิวร้านกาแฟวาวี สาขาปางช้างแม่สา จิบกาแฟในบรรยากาศที่แตกต่าง
ตอนที่ 7 รีวิวโรงแรมปานวิมาน เชียงใหม่ สปา รีสอร์ท

26 ตุลาคม 2554

Review เที่ยวทะเลไทย - อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง

สวัสดีค่ะ
หลังจากเมื่อวาน Review เที่ยวไทย ได้รีวิว โรงแรม Ibis Samui Bophut ไปแล้ว วันนี้จะพาลงเรือไปพบกับสถานที่ท่องเที่ยวทางทะเลของไทยที่สวยมากๆอีกที่หนึ่งค่ะ คือ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง

หลังจากหลับเต็มอิ่มที่โรงแรม ไอบิส สมุยกันแล้ว เช้านี้ตื่นมาด้วยความสดชื่น เสื้อยืด กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ เตรียมพร้อมเที่ยวทะเลเต็มที่ ไปลงเรือมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองกันค่ะ

เที่ยวอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง (Mue Koh Ang Thong National Park)

   อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสมุยนัก นั่งเรือประมาณ 3-4 ชั่วโมงค่ะ ความสัมพันธ์กับเกาะอื่นๆของสมุยก็อย่างที่แสดงบนแผนที่ค่ะ (คลิกตรงคำว่า "ตำแหน่ง" ท้ายบทความหน้านี้ หรือคลิก ที่นี่ ก็ได้ค่ะ)
   ที่นี่อาจจะเป็นที่ที่ไม่คุ้นหูสำหรับนักท่องเที่ยวเท่าไรนัก ไม่เหมือนสมุยหรือเกาะพะงัน หรือแม้แต่เกาะเต่า เกาะนางยวน แต่ที่นี่สมกับเป็นอุทยานแห่งชาติค่ะ มีวิวสวยๆที่ไม่ควรพลาดสำหรับคนชอบเที่ยวทะเลด้วยประการทั้งปวง ถ้ามาเที่ยวสมุย แล้วมีเวลาว่างเต็มๆวันทั้งวัน อยากดูวิวทะเลสวยๆ ขอแนะนำให้มาเที่ยวทะเลที่นี่เลยค่ะ
   อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ได้ถูกประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติทางทะเลแห่งที่ 2 ของไทย (ข้อมูลจาก http://thai.tourismthailand.org ค่ะ) ประกอบไปด้วยหมู่เกาะใหญ่น้อยหลายเกาะ ไกด์เขาก็จะนำเที่ยวตามเวลาที่มีค่ะ แต่ที่ที่เราขอแนะนำ ไม่ว่าจะมีเวลานานเท่าไร 2 สถานที่นี้ ห้ามพลาดค่ะ

  • 1. ทะเลใน 
ทะเลใน
ตอนลงจากเรือเมื่อถึงเกาะนี้ (ชื่อว่าเกาะแม่เกาะ) ก็ดูเหมือนธรรมดาๆ แต่ของดีอยู่ข้างในเหมือนชื่อว่าทะเลในค่ะ ต้องปีนขึ้นบันไดไปหลายขั้นทีเดียว แต่ถือว่ายังดีที่มีบันไดนะคะ แต่ระวังนิดหนึ่งค่ะ เพราะบันไดค่อนข้างชัน และขั้นบันไดค่อนข้างแคบค่ะ เราเป็นคนกลัวความสูงก็ไปช้าๆ ลงช้าๆ แต่พอขึ้นไปถึงแล้วก็ชอบค่ะ ทะเลขนาดเล็กๆล้อมรอบด้วยต้นไม้ และภูเขาหินปูน ตรงกลางเป็นทะเลสีเขียวมรกต สีสดสวยมากค่ะ มีศาลาให้นั่งพักคลายร้อนก่อนปีนบันไดลงมาด้วยนะคะ
   เมื่อลงกลับมาถึงหน้าหาด มีร้านชากาแฟเล็กๆให้นั่งจิบเย็นใจ หรือใครจะว่ายน้ำเล่นก็ตามสบายค่ะ
 
  • 2. เกาะวัวตาหลับ
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง
   ชื่อเกาะน่าสนใจมากจริงๆ ไม่ทราบว่าใครเป็นคนตั้งชื่อนี้ เกาะวัวตาหลับนี่เป็นที่ตั้งของสำนักงานอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองค่ะ

   ที่นี่เหมือนเป็นไข่มุก เป็นศูนย์กลางของอุทยานแห่งชาตินี้ค่ะ มีกิจกรรมให้ทำหลายอย่าง มีทั้งเล่นน้ำที่ชายหาด พายเรือแคนู นั่งเล่นสบายๆ รับประทานอาหารที่ร้านของอุทยานฯ แต่ที่ขอแนะนำว่า "ห้ามพลาด" คือ ทางเดินธรรมชาติ (ปีนโขดหินค่ะ ไม่มีบันได) ขึ้นไปดูจุดชมวิวค่ะ ที่นี่มีจุดชมวิว 3 ระดับ ที่ 100, 200, และ 500 เมตรค่ะ ถ้าใครแรงน้อย เราแนะนำว่าให้ทำกิจกรรมปีนโขดหินนี้ก่อนเป็นลำดับแรก เพราะถ้าไปว่ายน้ำ พายเรือก่อน เดี๋ยวจะหมดแรงปีนป่ายโขดหินเอาซะก่อน
ภาพจากจุดชมวิว
   ขอรับรองว่าจุดชมวิวแต่ละที่ สวยคุ้มเหนื่อยแน่นอนค่ะ
ภาพจากจุดชมวิว
  ที่เกาะวัวตาหลับนี้ดูเหมือนจะมีชื่อเสียงกับชาวต่างชาติเหมือนกันนะคะ วันที่เราไป เห็นชาวต่างชาติลงเรือมาเที่ยวทะเลที่นี่กันหลายกลุ่มเลยค่ะ มากกว่าคนไทยเสียอีก แต่เราอยากโปรโมทให้คนไทยเที่ยวไทยด้วยค่ะ ทะเลเมืองไทยเนี่ย สวยสุดๆ ตามความคิดเรานะคะ เที่ยวทะเลไทยกันเถอะค่ะ
ปล. ส่วนสาวๆ อย่าลืมทาครีมกันแดดกันนะคะ ทั้งสองจุดที่ไปมา แดดแรงจริงๆ
ภาพจากจุดชมวิว

สรุป Review เที่ยวทะเลไทย - อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง

- สวยคุ้มเหนื่อย ไม่ลงว่ายน้ำเลยก็ยังคุ้ม ใครชอบเที่ยวทะเลสวยๆ ต้องมาค่ะ !

แล้วพบกันใหม่ค่ะ